Advertisement

Main Ad

เมื่อต้องมานั่งแปลกลอนไทยเป็นกลอนอังกฤษในคอร์สล่าม ... จะเกิดอะไรขึ้นนี่

การเรียนภาษาให้ลึกซึ้ง ย่อมต้องทำความเข้าใจบริบทของภาษาทางด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชาตินั้นๆ ด้้วย ซึ่งทุกคนสามารถศึกษาเรื่องดังกล่าวได้ผ่านทาง "งานวรรณกรรม" (พูดเสียแก่เชียว แต่ช่วงนี้กำลังอินกับการรักชาติและภาษาไทย จากเรื่องทวิภพ เวอร์ัชันใหม่ มาต่อกันเลยดีกว่าค่ะ)

กลอนไทยจะมีฉันทลักษณ์หลายรูปแบบ อาทิ กลอนแปด โคลงสี่สุภาพ กลอนหก เป็นต้น หรือแม้แต่ชื่อจริงของสาลี่เอง (สาลินี) ก็เป็นชื่อฉันทลักษณ์อีกประเถทหนึ่ง ที่เรียกว่า "คำฉันท์" นั่นเอง

ด้วยเหตุที่คนไทยชอบใช้คำพูดที่สัมผัสและคล้องจองกัน ทำให้เกิดเสียงที่ไพเราะเสนาะหู วัฒนธรรมนี้เองทำให้กลอนไทยเน้นคำสัมผัส การเล่นคำและตัวอักษร ในขณะที่ กลอนภาษาต่างประเทศ จะเน้นหนักไปที่การบรรยายให้เห็นภาพและความรู้สึก โดยการเลือกใช้คำทีไพเราะและมีความหมาย โดยในวรรคหนึ่งๆ นั้นไม่จำเป็นต้องมีการสัมผัสพยางค์กันทุกคำ แต่มักนิยมลงสัมผัสที่คำสุดท้ายในแต่ละบรรทัด (หมายเหตุ: ฉันทลักษณ์ในกลอนอังกฤษก็มีหลายฉันทลักษณ์เช่นเดียวกับของไทยค่ะ)

สิ่งที่สาลี่กล่าวมาทั้งหมด ก็คือจะบอกว่า "มักยากมาก" ที่จะแปลกลอนภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ หรือ แปลกลอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ได้อย่างไพเราะ ตรงตามความหมายและเก็บฉันทลักษณ์ได้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ (หาเรื่องแก้ตัว ก่อนนำเสนอผลงานตนเอง 55+)

ในห้องเรียนล่าม อาจารย์จงจิตได้มอบหมายงานที่ท้าทายเป็นอย่างมากให้กับนักเรียนทุกคน (ซึ่งแต่ละคน ก็ล้วนแล้วแต่มีวิทยาเป็นอาวุธกันทั้งสิ้น) กลอนที่สาลี่นำมาแปลในวันนี้ เป็นกลอนไทย ประพันธ์โดยศิลปินแห่งชาติ ท่านประยอม ซองทอง (ขออนุญาตนำมาเป็นต้นฉบับในคำแปล เพื่อประโยชน์ของการศึกษานะคะ) ซึ่งกลอนต้นฉบับนี้ก็ไพเราะมากและสร้างความหึกเหิมให้เกิดขึ้นในใจของคนท้อคนยากอีกด้วย เชิญลิ้มรสบทกลอนนี้ผ่านทางหัวใจและสายตาได้ ณ บัดนี้ค่ะ (ขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่ทดท้อหมดกำลังใจทุกคนนะคะ)

ชีวิตเราถ้าเหมือนเรือ
โดย ประยอม ซองทอง

ชีวิตเรา ถ้าเหมือนเรือ เมื่อออกท่า
ไม่รู้ว่า ค่ำนี้ นอนที่ไหน
จะลอยล่ม จมน้ำ คว่ำลำไป
หรือสมใจ จอดฝั่ง ..ก็ยังแคลง

ได้แต่ดื่ม น้ำตา เมื่อฟ้าร่ำ
ยิ่งยามย่ำ สายัณห์ ยิ่งกรรแสง
ถูกลมหวน หอบข่ม ระดมแรง
จึงรู้แล้ง หมดแล้ว น้ำแก้วตา

เพราะหากมัว มาร่ำ กำสรวลอยู่
ไหนจะรู้ ทรงเรือ บ่ายเมื่อหน้า
ต้องตักพาย หมายขืน ฝืนลมฟ้า
ไร้เวลา อาดูร พอกพูนใจ

สติตรง ตาแน่ว ดูแนวน้ำ
ไม่ลอยลำ ขวางเรือ เมื่อน้ำไหล
ถ้าไม่ล่อง ก็ท่องทวน สวนทันใด
เรือจึ่งได้ แนวดิ่ง ไม่ทิ้งทาง

ในโลกนี้ มีสิ่ง ต้องวิ่งแข่ง
ถ้าหย่อนแรง ราข้อ ต่อเข้าบ้าง
ก็จะแพ้ แย่ยับ ถึงอัปปาง
อย่าหมายร่าง เราจะอยู่ สู้หน้าใคร

ชีวิตเรา ถ้าเหมือนเรือ เมื่อออกท่า
ต้องรู้ว่า ค่ำนี้ นอนที่ไหน
ต่อรุ่งเช้า ก้าวอีกขั้น มรรคาลัย
กว่าวันชัย สมประสงค์ ถือธงชู..


(คำแปล โดย สาลี่เองค่ะ) ถ้าจะคอมเมนท์อะไร ก็ขอให้คอมเมนท์แบบ Singular หน่อยนะคะ (เอ่อ...คอมเมนท์กัน "เบาๆ" นะคะ)


IF LIFE IS LIKE A BOAT…


A departing boat, if our lives were alike,
Knowing no resting places of tonight,
Whether sailing, drowning or turning upside down,
Or, in doubt, entering the port safe and sound.



Only buried itself in grief in the unbearable rain,
In darker hours at twilight, being agonized in pain,
Struggling in the twirling wind with all assay,
After realizing, no tear, no more tear to play.


But if, we keep weeping and staying in sorrow,
Shall we know how to keep balance of the vessel?
Try paddling hard in challenge of the destiny,
Time doesn’t wait for you and me.


Keep focused, look forward at the watery way,
Let the boat float along the current in array.
Otherwise, head against the tide in swiftly move,
The boat is then kept on track and in groove.


As in this world, so many things we compete and seize for,
If we let loose our mean and allow others to step afore,
Be surely defeated, as a result of that, shall we,
No any expectation in keeping and holding our dignity


A departing boat, if our lives were alike,
We must know the resting places of this night,
At the dawn, we shall step forward and ahead,
Till the day of winning flag that we conquer our fate.


Translated by Salinee Pavaluksanawat.

ขอขอบคุณทุกท่านแบบซิงกูลาร์นะคะ ^^" สู้ๆ ค่ะทุกคน

แสดงความคิดเห็น

2 ความคิดเห็น

ทักทาย แสดงความคิดเห็นหรือถามคำถามได้ ที่นี่ เลยค่ะ