วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

หลักการเติม S (es) ในภาษาอังกฤษ ใคร งง! เข้ามาค่ะ (ตอนอวสาน)


หลักการเติม S (es) ในภาษาอังกฤษ ใคร งง! เข้ามาค่ะ (ตอนอวสาน)


ตอนนี้เป็นตอนใหม่ที่สาลี่มาเขียนเพิ่มให้นะคะ สืบเนื่องมาจากการสอนแกรมมาร์เรื่อง ถ้าไร้ซึ่ง "กริยา" (Verb) คนเราจะบอกรักกันได้ยังไง ตอนที่ 2 (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ กริยาแท้ (ที่ตกหลุมรักกับประธานตามนิทานที่สาลี่ได้เล่าไว้ หากคุณยังไม่ได้อ่านนิทาน และ หลักการเติม s (es) ตอนที่ 1 รบกวนกลับไปอ่านก่อนนะคะ คลิกที่นี่ เลยค่ะ)


อย่าขี้โกงอ่านข้ามนะคะ กลับไปอ่าน หลักการเติม s (es) ตอนที่ 1 กันก่อน อ้าว คลิกที่นี่ ถ้าหาก "ขี้เกียจ" ก็กลับไปนั่งติดตามข่าวน้ำท่วมกันก่อนค่ะ (55+) คึกเมื่อไหร่ค่อยกลับมาอ่านใหม่ เรื่องนี้ต้องใช้วิทยายุทธสูงส่งมาก ลมปราณอาจแตกซ่านได้ หากมีสมาธิไม่ดีพอ ที่สำคัญเวลาเรียนภาษาอังกฤษ ก่อนจะบรรลุสุดยอดวิชา ย่อมมีมารมาผจญ ... (เห็นภาพไหมเอ่ย)




มา...ลุยกันดีกว่า ก่อนที่คนสอนจะขี้เกียจเหมือนกัน เอิ๊กๆ 


กฎข้อที่ 4
หากใช้ Here หรือ There ขึ้นต้นประโยค กริยาจะผันตามคำที่ตามมาด้านหลัง หรือ ประธานที่ซ่อนอยู่ในประโยค (ดูง่ายๆ ประธานคือ "คนที่ทำกริยา" นะคะ) 
There is/there are เป็นศัพท์อนุบาลหมีควาย ถ้าจำไม่ผิด เมื่อเริ่มเรียนอังกฤษก็จะเรียนเรื่องนี้เป็นบทแรกๆ แต่เชื่อหรือไม่คะว่า คนเรียนอังกฤษส่วนใหญ่ยังแปล there is/ there are กันไม่ออกเลย หากคุณเป็นหนึ่งในนั้น "ยังไม่ต้องสารรูป...เอ้ย.. สารภาพนะคะ" อิอิ แค่จำไว้ว่า There is/ there are แปลว่า "มี" 
a book เป็นเอกพจน์ (เอก จำว่าไม้เอก = 1 เดียว 1 สิ่ง) กริยาใช้ is นะคะ ในขณะที่ three books เป็น พหูพจน์ (จำว่า "หู" มี 2 ข้าง แสดงว่ามีมากกว่า 1 สิ่ง) กริยาใช้ are นะคะ 
จากตัวอย่างด้านบน เราจะเห็นว่ามีคำนามซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานซ่อนอยู่ในประโยค (ดูยังไง -- ประธานคือตัวที่ทำกริยาค่ะ ลองหาซิคะว่า ใคร "comes (มา)" ก็จะเจอประธานค่ะ กริยา ก็ผันตามประธาน ประธานในรูปข้างบนได้แก่ the bus และ he ซึ่งเป็นเอกพจน์ทั้งคู่ กริยาที่ตามมา เมื่อประธานเป็นเอกพจน์ (ที่ไม่ใช่ I หรือ You) กริยาต้องเติม s,es ค่ะ 


กฎข้อที่ 5
คำนามเอกพจน์ 2 คำ ที่ำเชื่อมด้วย and เพื่อนำเสนอความคิดที่รวมกันเป็น 1 เดียว ถึงมีคำนาม 2 คำ ก็ = เอกพจน์นะจ๊ะ


Time and tide = เวลาและวารี 
Rice and curry = ข้าวแกงกระหรี่      = เอกพจน์ (1 ไอเดีย)
ฺBread and butter = ขนมปังกับเนย 


สามวลีนี้นำเสนอแนวความคิดที่รวมเป็นหนึ่งเดียว ผู้พูดตั้งใจพูดรวมกัน ไม่ได้คิดที่จะแยกของทั้งสองสิ่งออกจากกัน เช่น ถ้าเป็นคนไทยคงเรียกว่า ข้าวน้ำพริกปลาทู ซึ่งเจตนาเรียกรวมกัน (พอเห็นภาพไหมเอ่ย)  


กฎข้อที่ 6
คำว่า all, both, (a)few, many, several, some = พหูพจน์เสมอ เพราะฉะนั้น กริยาที่ใช้ต้องไม่เติม s,es แต่เมื่อคำเหล่านี้ไปขยายคำนาม (วางไว้หน้านาม) จะทำให้คำนามที่มันขยายกลายเป็นพหูพจน์ด้วยค่ะ


เช่น All were flooded yesterday night. น้ำท่วมหมดเลยเมื่อคืนนี้ หรือ All industrial estates were flooded yesterday night. น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดเมื่อคืนนี้ 


กฎข้อที่ 7
คำต่อไปนี้เอกพจน์เสมอ + กริยาเติม s,es


เช่น  Someone loves one, someone loves two, but I love you, love you ... only one. 
บางคนก็รักเดียวใจเดียว บางคนเซี้ยวรักหลายใจ
แต่ไม่ว่า จะยังไง  ฉันมีใจให้เธอคนเดียว (กรี๊ด แปลได้เร้าใจมากค่ะ...เป๊ะอ่ะ)


กฎข้อที่ 8
คำต่อไปนี้ ดูรูปเหมือนเป็นพหูพจน์ แต่จริงๆ แล้ว มันเป็น "เอกพจน์" หมดเลยค่ะ เพราะฉะนั้น ต้องตามด้วย กริยาที่เติม s,es


เช่น Mathematics is so difficult but physics is more difficult! เลขว่ายากแล้ว ฟิสิกส์ยากกว่าหลายเท่า หรือ Mumps does not kill anybody.


** ใครยังไม่แม่นเรื่องการกระจายกริยา อะไรใช้ is,am,are หรือ อะไรใช้ do, does กลับไปอ่านตอนที่ 2 คลิกที่นี่ค่ะ **


กฎข้อที่ 9
จำนวนเงินและหน่วยการวัด = เอกพจน์เสมอ (ไม่ว่าเงินและหน่วยการวัดนั้นจะมีจำนวนหรือปริมาณมากเท่าไหร่ก็ตาม)


เช่น One million bath does not make me happy. เงิน 1 ล้านบาทไม่ได้ทำให้ฉันมีความสุขหรอกนะ
หรือ One hundred kilometers is very far.


กฎข้อที่ 10
ชื่อหนังสือ/ชื่อเพลง เป็นเอกพจน์เสมอ แม้ว่ามันจะลงท้ายด้วย 's,es' หรือดูเป็นพหูพจน์ก็ตาม ดังนั้น กริยาที่ตามมาจึงต้องเติม s,es 

จากตัวอย่างข้างบน -- ชื่อหนังสือ Gulliver's Travels มี 's' ที่หลังคำว่า travel ดังนั้น มันน่าจะมี "การเดินทางหลายครั้ง หรือ การผจญภัยหลายหน" ซึ่งน่าจะเป็นพหูพจน์ และกริยาที่ตามหลังมาก็น่าจะเป็น were ไม่ใช่ was แต่ Gulliver's Travels เป็นชื่อหนังสือค่ะ ดังนั้น กริยาที่ตามหลังมาต้องใช้ was เพราะชื่อหนังสือเป็นเอกพจน์เสมอ (แม้จะดูเป็นพหูพจน์ก็ตาม) 

กฎข้อที่ 11
None แปลว่า "ไม่มีอะไรเลย" ถ้าใช้เป็น Pronoun (แทนนาม) มันจะเป็นเอกพจน์ + กริยาเติม s,es แต่ถ้าใช้ในโครงสร้าง None of (+นามพหูพจน์) จะเป็น พหูพจน์ทันที ซึ่งกริยาที่ตามมาไม่ต้องเติม s,es

None is here. -- ไม่มีใครอยู่ที่นี่เลย
None of them are here --แปลเหมือนข้างบนค่ะ 

กฎข้อที่ 12
The + adjective (เช่น the rich, the wise, the foolish เป็นต้น) จะแปล "เหล่าคน..." เช่น เหล่าคนรวย เหล่าผู้รู้ เหล่าคนเขลาเบาปัญญา เป็นต้น) ซึ่งมีหลายคนและเป็นพหูพจน์ ดังนั้น กริยาจึงไม่เติม s,es
จากตัวอย่างด้านบน the poor = เหล่าคนจน (เป็นพหูพจน์) กริยาที่ตามมาจึงไม่ต้องเติม s,es


กฎข้อที่ 13
A number of / the number of + นามพหูพจน์ทั้งคู่ แต่ใช้กริยาคนละตัวกัน A number of เป็น "พหูพจน์" แต่ the number of กลับเป็น "เอกพจน์" กริยาที่ตามหลังมา จึงเป็นดังภาพด้านล่างนะคะ 


เวลาจำ สาลี่จำว่า ทั้งคู่ตามด้วยคำนามพหูพจน์ แต่กริยาที่ตามมานั้นให้ดูว่าหน้า number of ขึ้นต้น A หรือ the เป็นสำคัญ ถ้าขึ้นด้วย A มันก็น่าจะเป็น เอกพจน์ (a แปลว่า 1) แต่ในเรื่องนี้ให้จำเป็นตรงกันข้ามนะคะ นั่นก็คือ a (number of) = พหูพจน์ กริยาจึงไม่เติม s,es และวิธีจำ the number of ก็จะตรงกันข้ามกับ a number of จำแค่อย่างเดียวก็พอค่ะ -- นี่เป็นวิธีที่สาลี่จำอยู่คะ่ 


ส่วนคำว่า A number of หรือ the number of แปลว่า จำนวนมากค่ะ เช่น A number of students are playing football. 


YEAH!!! จบแล้วค่ะ 
(ดีใจ...หมดแรงข้าวต้ม)
สู้ๆ นะคะ ผู้อ่านทุกคน 
คาดว่าเท่านี้ก็ละเอียดพอที่จะนำไปใช้ทำงานหรือสอบได้แล้วค้า

23 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ20 ตุลาคม 2554 00:23

    ืNone of นามพหูพจน์ สามารถตามได้ทั้งกริยาที่ผันกับประธานเอกพจน์และพหูพจน์นะคะ
    ตัวอย่างจากพจนานุกรม Oxford Advanced Learner’s Dictionary
    -None of these pens works/work.
    -We have three sons, but none of them lives/live nearby.

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณมากนะคะสำหรับคอมเมนท์ดีๆ ด้านบน
    หากใครมีคำถามหรือความรู้เพิ่มเติม
    สาลี่ยินดีนะคะ :)

    ^^"

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ20 ตุลาคม 2554 10:45

    ครูสาลี่ค่ะ...สุดยอดมากเลยค่ะ ครูสาลี่ทำให้เรื่องที่เข้าใจยาก ง่ายขึ้น เรื่องที่จะยาก ง่ายขึ้น...ขอเป็นลูกศิษย์ครูสาลี่ตลอด ตลอดค่ะ ขอบคุณมากค่ะสำหรับความรู้ที่นำมาแบ่งปันค่ะ...รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ // พี่เอิงค่ะ

    ตอบลบ
  4. พี่เอิงและทุกคนได้ประโยชน์ หนูก็ดีใจค่ะ ^^

    สู้ๆ ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาของเรา ถึงมันจะยาก แต่ก็ไม่พ้นความพยายามค่ะ

    ตอบลบ
  5. ไม่ระบุชื่อ21 ตุลาคม 2554 11:25

    มีประโยชน์และดีมากๆเลยค่ะ ขอบคุณด้วยความจริงใจค่ะ

    ตอบลบ
  6. :D ขอบคุณค้า วันนี้สาลี่โดดไม่ได้เขียน มานั่งเล่นเกม CityVille ^_^

    ตอบลบ
  7. ขอบคุณคร๊าบบครู ผมเป็นคนชอบภาษาอังกฤษนะก้อเลยพยายามศึกษาให้เข้าใจที่สู๊ดด >< พอเข้าใจนะนิดนุง(มั้ง) อิอิ
    ผมมีความฝันอยากพูดภาษาอังกฤษให้เป็นให้ได้เลย(มองกาลไกล) สู้ๆ >< ^^"

    ตอบลบ
  8. ผมขอถามไรอย่างนะครู นะนะ ^^ ถ้า เพื่อนเราไปเที่ยวแล้วกลับมาจากที่นั้นๆ แล้วผมจะถามว่าที่นั้น"เป็นยังไงบ้าง สนุกป่าว?"
    เราต้องถามเป็นภาษาอังกฤษยังไง อ่ะคับ ขอบคุณคับ ^^"

    ตอบลบ
  9. เข้ามาตอบน้อง Toha ระหว่างไปเที่ยวอัมพวา ค้า

    ประการแรก พี่สาลี่มั่นใจว่า หากได้พูดบ่อย ต้องพูดอังกฤษคล่องแน่นอน พี่เอาใจช่วยนะคะ

    ประการท่ีสอง เวลาถามว่าทริปเป็นไง สนุกไหม อาจถามได้ว่า

    How was the trip? Did you have fun? ได้ค่ะ

    สู้ๆ

    ตอบลบ
  10. ไม่ระบุชื่อ23 มกราคม 2555 12:40

    การสอนของครูสาลี่เป็นการสอนที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ เลยครับ มีประโยชน์มาก ๆ

    ตอบลบ
  11. สาลี่ขอขอบคุณกำลังจาก "ไม่ระบุชื่อ" ข้างต้นด้วยนะคะ
    :)

    ตอบลบ
  12. ไม่ระบุชื่อ23 กุมภาพันธ์ 2555 22:16

    ขอบคุณมากครับ รวมหลายๆแบบเข้าด้วยกัน แล้วเอามาสอนทีเดียว มันรู้สึกอุ่นใจยังไงไม่รู้ 5555

    อ่านสนุกมากครับ

    ตอบลบ
  13. อุ่นใจ เหมือนเไอเอสเลย 555 ไม่เข้าใจก็ถามได้นะ
    คอมเมนท์ก็ได้ค้า

    ตอบลบ
  14. ไม่ระบุชื่อ29 กุมภาพันธ์ 2555 22:18

    ขอบคุณมากๆๆๆๆ ค่ะ :D ได้ความรู้มากๆเลย เข้าใจง่าย จำได้ สนุกด้วยค่ะ

    ตอบลบ
  15. ูู^^" ดีใจจังค่ะ ที่มีคนอ่านแล้วสนุก :D

    ตอบลบ
  16. ขอบคุณครับ คุณครูสุดสวย

    ตอบลบ
  17. เนื้อหาดีมากเลยค่ะ ขอบคุณนะค่ะที่ทำขึ้นมา :D

    ตอบลบ
  18. ไม่ระบุชื่อ20 มิถุนายน 2556 11:16

    เพิ่งเข้ามาจะมาดูอีก ขอบคุณมากครับ

    ตอบลบ
  19. รอเรื่องอื่นๆอยู่นะครับ เนื้อหาดีมากเข้าใจง่ายมากครับ ชอบ รออยู่นะครับ

    ตอบลบ
  20. ครู สาลี ได้เขียนหนังสือขายป้างหรือเปล่าครับ จะได้สนันสนุน

    ตอบลบ
  21. ครูสาลี่ครับ ผมอยากทราบว่า

    ถ้าคำนาม 2 คำเชื่อมด้วย and แล้วมาขยายคำนามคำเดียว คำนามที่ถูกขยายต้องเติม s ไหมครับ
    เช่น sale order and info record field <--ต้องเติม s ที่คำว่า field ไหมครับ

    ตอบลบ
  22. เวลาสาลี่ลำดับความคิดนะคะ สาลี่มักคิดว่า คำนามคำนั้น เป็นคำนามที่มีจำนวนมากกว่า 1 หรือไม่

    หาก field ที่คุณ Pai Thewin ถามเป็นคำนามที่คุณ Pai Thewin ต้องการแสดงให้เห็นว่า มีมากกว่า 1 แน่นอน เพราะมีทั้ง sale order filed และ info record filed ก็แสดงว่า field ตรงนี้อาจต้องเติม "s"

    ที่สาลี่ใช้คำว่า "อาจต้องเติม "s" " ก็เนื่องจากว่า คุณ Pai Thewin ต้องมาพิจารณาดูอีกทีหนึ่ง ว่าคำว่า filed (ในความหมายที่เอามาใช้) นั้น เป็นคำนามนับได้ (countable noun) หรือไม่ เพราะคำนามนับไม่ได้ (uncountable noun) แม้มีมากมาย ก็จะไม่มี "s" เสมอค่ะ

    ซึ่งความหมายที่ 4. ของ Macmillan Dictionary ให้ความหมายของคำว่า filed ไว้ว่า (สาลี่เข้าใจเองว่าคุณ Pai Thewin หมายถึงความหมายนี้นะคะ )

    [COUNTABLE] COMPUTING a part of a database that contains information of a particular type
    Type your name in the User field.

    ซึ่งบอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า เป็น นามนับได้ countable noun ดังนั้น คำว่า filed จึงเติม "s" ได้ค่ะ

    จากคำถาม สามารถใช้ว่า Sales order and information record fields ค่ะ

    โดยส่วนตัว อยากให้คุณ Pai Thewin ลองตรวจสอบอีกครั้งว่า sale order ควรเป็น sales order หรือเปล่าคะ ^^

    ตอบลบ
  23. ใช่ครับต้องเป็น sales order

    คำว่า field เป็นคำนามนับได้ครับ

    1. the sales order field and the info record field = the sales order and info record fields
    (มี 1 field) (มี 1 field)

    2. the sales order fields and the info record fields = the sales order and info record fields
    (มีหลาย field) (มีหลาย field)

    สื่อความหมายตามข้อ 1 ถูกไหมครับ

    แล้วข้อ 2 ถูกใช่ไหมครับ

    ตอบลบ

ทักทาย แสดงความคิดเห็นหรือถามคำถามได้ ที่นี่ เลยค่ะ